ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้…เสียงสะท้อนจากพื้นที่มีอะไรมากกว่าความล้มเหลว

ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้…เสียงสะท้อนจากพื้นที่มีอะไรมากกว่าความล้มเหลว

ชำแหละการศึกษาชายแดนใต้...เสียงสะท้อนจากพื้นที่มีอะไรมากกว่าความล้มเหลว

“การศึกษาชายแดนใต้ล้มเหลว…ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ…สอบวัดผลได้ระดับรั้งท้ายของประเทศ ฯลฯ” ประโยคเหล่านี้เข้าใจว่าผู้ที่ติดตามปัญหาชายแดนใต้ และแม้แต่คนในพื้นที่เองก็คงจะได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อไม่นานมานี้ “ศูนย์ข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา” ได้เผยแพร่งานสัมมนาที่นำเสนอผลวิจัยเรื่อง “บูรณาการอิสลามศึกษา รูปแบบการจัดการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานของโรงเรียนรัฐบาลในประเทศมาเลเซียเปรียบเทียบกับประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยสภาการศึกษาแห่งชาติ ผลวิจัยก็ตอกย้ำว่าเด็กมุสลิมชายแดนใต้ล้มเหลวทั้งด้านวิชาการและวิชาศาสนา เนื่องจากหลักสูตรไม่บูรณาการ รายวิชาแตกแยกย่อยมากมาย กลายเป็นการเรียนการสอนที่ใช้เวลาและอัดแน่นมากจนเด็กรับไม่ไหว

แต่ก็น่าแปลกที่ตลอดมามักไม่ค่อยมีพื้นที่หรือเวทีให้บุคคลในแวดวงการศึกษาจริงๆ ในพื้นที่ได้พูดถึงปัญหาและข้อจำกัดของการจัดการศึกษาของตนเอง ตลอดถึงเปิดโอกาสให้บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองได้บอกเล่าถึงความคาดหวังที่มีต่อระบบการศึกษาชายแดนใต้ที่ลูกหลานของพวกเขาต้องฝากอนาคตเอาไว้

“ศูนย์ข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา” จึงทำหน้าที่สะท้อนมุมมองเหล่านี้ และก็ทำให้ได้รับรู้ว่า การจัดการศึกษาที่ชายแดนใต้นั้น มีอะไรลึกซึ้งมากกว่าแค่จะพูดว่า “ล้มเหลว” ซ้ำๆ กันอย่างที่เป็นอยู่

ผิดที่ต้นทาง

ฮาลูมา แมะตีเมาะ ผู้อำนวยการอัลฮุสนียะห์อิสลามวิทยา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ให้ความเห็นว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่หลายเสียงบอกว่าล้มเหลวนั้น ส่วนตัวมองว่าจริงๆ ไม่ได้ล้มเหลว แต่สาเหตุที่ผลวิจัยออกมาในลักษณะที่เป็นข่าว เป็นเพราะระบบและโครงสร้างการบริหารการศึกษามากกว่าที่ล้มเหลว ส่งผลให้ภาคปฏิบัติทำไม่ได้ตามนโยบาย ครูผู้สอนขาดการพัฒนาศักยภาพ ขณะที่ผู้บริหารก็อ่อนเกินไปและมุ่งเน้นในมิติทางธุรกิจ ส่วนเด็กๆ นั้นรับความรู้ที่ครูป้อนได้ทั้งหมด เพราะเด็กเปรียบเสมือนฟิตเราะห์ (ผู้สะอาด บริสุทธิ์)

“การจะโทษเด็กฝ่ายเดียวคงไม่ถูกนัก เพราะครูที่เก่งคือครูที่สอนได้ทั้งสองอย่าง ทั้งสายสามัญและศาสนา แต่ปัจจุบันนี้ครูได้สายสามัญด้านเดียว ความรู้มีจำกัด เป็นเครื่องมือให้เด็กไม่ได้ มุ่งสอนในด้านที่ตนถนัด ให้ความรู้ได้ไม่ตรงเป้า ขาดการบูรณาการการสอนร่วมระหว่างสามัญและอิสลามศึกษา ทั้งๆ ที่หลักสูตรเน้นให้สอนแบบบูรณาการ ทำให้เด็กสามจังหวัดมีขอบเขตจำกัดเรื่องความรู้ ก็จริงอย่างที่ผลวิจัยออกมา ไม่ปฏิเสธ แต่อยากให้ย้อนไปดูต้นเหตุด้วย สำหรับเราในฐานะผู้บริหารโรงเรียนก็ต้องพัฒนาบุคลากรของเราให้มากขึ้นกว่าเดิม”

อัดแต่วิชาการ…ทำลายเด็ก

ฮาลูมา ยังพูดถึงการศึกษาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่เทียบกันแล้วอาจจะดีกว่าไทยว่า หลักสูตรของมาเลเซียมาจากต้นแบบ มาจากนโยบายระดับกระทรวง นโยบายเป็นอย่างไรก็นำมาปฏิบัติได้เช่นนั้น ขณะที่ไทยปฏิบัติกันคนละแบบ ครูเลือกที่จะสอนเยอะ สอนหนัก ทำให้นักเรียนพลอยเรียนหนักไปด้วย

“ระบบการศึกษาของมาเลเซีย เวลา 1 นาทีของเขามีค่ามาก เรียนครึ่งวันเด็กได้หมดทั้งการละหมาด ภาษาอังกฤษ อาหรับ กิจกรรมเลือกไม่มี ไม่ได้มาแบ่งเป็น 16 รายวิชาเหมือนบ้านเรา อย่าลืมว่าเด็กนั้นมีสมาธิรับสิ่งต่างๆ ได้เต็มที่แค่ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นรับไม่ได้แล้ว เราอย่าไปใส่เลย โรงเรียนที่อัดแน่นด้วยวิชาการเลิกเสียเถอะ เพราะไม่ช่วยอะไรเลย เราทำไปเพื่อจะให้เป็นจุดเด่น แต่กลับกลายเป็นการทำลายทั้งเด็กและครู”

“หากเราจะทำเหมือนมาเลเซีย คือเรียนครึ่งวันแล้วได้ครบหมด ก็ต้องพัฒนาครูเยอะมาก แต่ครูบ้านเราพอให้สอนแค่ครึ่งวันก็มักจะฉวยโอกาส เอาเวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่น ขณะที่มาเลเซีย อีกครึ่งวันที่ว่างจากการสอน ครูจะศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม เช่นเดียวกับแพทย์ที่จะค้นคว้าเกี่ยวกับโรคที่เขาเจาะลึกอยู่ ฉะนั้นเวลาครึ่งวันหากมาใช้ในบ้านเรา มองว่าจะส่งผลเสียมากกว่า และอีกสาเหตุหนึ่งที่การศึกษาในพื้นที่ยิ่งย่ำแย่คือครูผู้สอนไม่ชอบงานนี้ จึงทำแบบให้ผ่านไปวันๆ”